บทวิเคราะห์ทั้งหมดCloud & Infra

รายได้ DRAM โลกพุ่ง 369% แตะ 2 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อ AI เปลี่ยน RAM เป็นของหายาก

Counterpoint Research เผยรายได้ตลาด DRAM ทั่วโลกในไตรมาส 3 พุ่งขึ้น 369% แตะเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.7 ล้านล้านบาท) จากความต้องการ Data Center และ AI ดันกำไร Samsung, SK Hynix และ Micron ทะยาน ขณะที่ตลาด PC และสมาร์ทโฟนต้องแบกรับต้นทุนที่แพงขึ้น

รายได้ DRAM โลกพุ่ง 369% แตะ 2 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อ AI เปลี่ยน RAM เป็นของหายาก

วิเคราะห์ผลกระทบต่อบริษัท & หุ้นในตลาด

FINANCIAL ASSESSMENT
Ticker / บริษัทราคาช่วงข่าวผลกระทบ & คำอธิบาย
$005930.KSSamsung Electronics
99,200 KRW → 188,700 KRW+90.2% · 6 พ.ย. 68 – 6 พ.ย. 69 ช่วงเดียวกัน: SMH +27.5%
ได้ประโยชน์

ครองส่วนแบ่งรายได้ DRAM อันดับ 1 ที่ 38% และขึ้นนำในตลาด HBM4

$000660.KSSK Hynix
593,000 KRW → 1,132,000 KRW+90.9% · 6 พ.ย. 68 – 6 พ.ย. 69 ช่วงเดียวกัน: SMH +27.5%
ได้ประโยชน์

ครองส่วนแบ่งอันดับ 2 ที่ 29% กำไรพุ่งจากดีมานด์หน่วยความจำ AI

$SMHVanEck Semiconductor ETF
$359.50 → $447.73+24.5% · 5 พ.ย. 68 – 5 พ.ย. 69 ช่วงเดียวกัน: XLK +10.1% · SPY +8.2%
ได้ประโยชน์

ราคา DRAM พุ่งและซัพพลายตึงตัวถึงปี 2028 หนุนกลุ่มผู้ผลิตชิป

Key Takeaway

การที่ปริมาณส่งมอบ DRAM เพิ่มขึ้นเพียง 4% แต่รายได้รวมพุ่งขึ้น 369% แตะเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.7 ล้านล้านบาท) แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตหน่วยความจำมีอำนาจในการตั้งราคาอย่างเต็มที่ ด้วยข้อจำกัดของโรงงานใหม่ที่จะยังไม่พร้อมผลิตจนถึงปี 2028 ทำให้ราคา DRAM ยังมีแรงหนุนสำหรับ Samsung, SK Hynix และ Micron แม้หุ้นกลุ่มนี้จะร่วงแรงในเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก

📰 เกิดอะไรขึ้น

รายงานล่าสุดจาก Counterpoint Research ที่เผยแพร่โดย GSMArena และ The Register ระบุว่ารายได้ของตลาดหน่วยความจำ DRAM ทั่วโลกในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 พุ่งสูงขึ้นถึง 369% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.7 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปริมาณการส่งมอบหน่วยความจำคิดตามความจุ (Bit shipments) เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 4% เท่านั้นในไตรมาสนี้ แต่รายได้ที่ทะยานขึ้นมาจากราคาขายเฉลี่ย (ASP) ที่พุ่งขึ้นไปแตะ $1.90 ต่อกิกะบิต (ประมาณ 64 บาท) หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของกิกะไบต์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการสร้าง Data Center และการ์ดเร่งความเร็ว AI (AI Accelerators)

สำหรับส่วนแบ่งการตลาดและผลประกอบการของผู้เล่นหลักในไตรมาสที่ 3 มีดังนี้:

  • Samsung Electronics ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งรายได้ DRAM ที่ 38% พร้อมทั้งคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานรวมทั้งบริษัทไว้ที่ประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.68 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 9,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.02 แสนล้านบาท) ในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ Samsung ยังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาด HBM4 ที่กำลังจะมาแทนที่ HBM3E
  • SK Hynix ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่ง 29% โดยรายได้เติบโตมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และทำกำไรไปได้ 62,800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท) แม้จะเคยครองตลาด HBM3E แต่กำลังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ HBM4
  • Micron ผู้ผลิตจากสหรัฐฯ ครองอันดับ 3 ด้วยส่วนแบ่ง 21% โดยทำกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4 ตามปีงบประมาณของบริษัทได้ถึง 37,700 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.26 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่ารายได้รวมทั้งไตรมาสที่ 2 ของตัวเองที่เคยทำไว้ 23,800 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.98 แสนล้านบาท)
  • CXMT จากจีน ครองอันดับ 4 ด้วยส่วนแบ่ง 9% แม้จะยังตามหลังในตลาด HBM (วางแผนเริ่มผลิต HBM3E จำนวนมากในปีหน้า) แต่เป็นรายแรกที่ผลิต LPDDR6 จำนวนมากได้สำเร็จ ซึ่งถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟน Xiaomi 18 Fold รุ่น RAM 16GB

นอกจากชิป HBM ที่รายได้เกือบจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปีก่อนแล้ว กระแส Agentic AI ยังดันให้ความต้องการ RAM ระบบอย่าง DDR และ LPDDR พุ่งขึ้นถึง 500% และ 400% ตามลำดับ

🎯 ทำไมถึงสำคัญ

Jeongku Choi นักวิเคราะห์อาวุโสของ Counterpoint ระบุว่า AI ได้เปลี่ยนสถานะของหน่วยความจำจาก "สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity)" ให้กลายเป็น "ทรัพยากรหายากที่มีมูลค่าสูง" ตอนนี้ผู้ซื้อไม่ได้อยู่ในจุดที่จะต่อรองราคาได้อีกต่อไป แต่ต้องแย่งชิงกันเพื่อให้ได้ของมาอยู่ในมือ

ภาวะขาดแคลนนี้จะไม่ใช่เรื่องชั่วคราว MS Hwang ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Counterpoint ชี้ว่าราคาหน่วยความจำจะยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อไปในปีหน้า โดยราคาของ HBM ที่เคยปรับตัวขึ้นช้ากว่า DRAM ทั่วไปในปีนี้กำลังเริ่มไล่ตามทัน อีกทั้งยังมีสัญญาซื้อขายระยะยาว (LTAs) คอยพยุงราคาไว้ ขณะที่โรงงานผลิตชิป (Fabs) แห่งใหม่ขนาดใหญ่จะยังไม่สามารถเริ่มเดินสายการผลิตได้จนกว่าจะถึงปี 2028 และทาง SK Hynix เองก็ประเมินว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำจะลากยาวไปจนถึงอย่างน้อยปี 2030

💥 มุมมองการเงิน: ใครได้ ใครเสีย?

การที่ปริมาณของเพิ่มขึ้นเพียง 4% แต่รายได้รวมโตถึง 369% สะท้อนถึงอำนาจในการตั้งราคา (Pricing Power) ที่ตกอยู่ในมือของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่างสมบูรณ์

ใครได้ประโยชน์: กลุ่มผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ทั้งสามราย (Samsung, SK Hynix, Micron) คือผู้ชนะที่ชัดเจนที่สุด เพราะสามารถเลือกจัดสรรกำลังการผลิตไปยังสินค้าที่มีอัตรากำไร (Margin) สูงอย่างหน่วยความจำสำหรับเซิร์ฟเวอร์และ HBM ก่อนได้ ต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามราคาขายที่พุ่งขึ้นเกือบ 5 เท่า ส่งผลให้ส่วนต่างราคาไหลลงไปเป็นกำไรสุทธิเกือบทั้งหมด และมีแนวโน้มจะทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่อีกครั้งในไตรมาสหน้า

ใครเสียประโยชน์: ผู้ผลิตและผู้บริโภคในตลาดอุปกรณ์ทั่วไปอย่าง PC และสมาร์ทโฟนต้องรับเคราะห์เต็มๆ เมื่อโรงงานหันไปผลิตชิปให้ Data Center จนเกิดภาวะคอขวดในฝั่งอุปกรณ์ทั่วไป รายงานจาก The Register ระบุว่าราคาเฉลี่ยของแล็ปท็อปและเดสก์ท็อปในยุโรปพุ่งขึ้นเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ทำให้ยอดจัดส่ง PC ลดลงเพราะผู้ซื้อชะลอการใช้จ่าย เช่นเดียวกับตลาดสมาร์ทโฟนที่ยอดจัดส่งลดลงอย่างน้อย 1 ใน 5 (20%) เนื่องจากต้นทุน RAM ที่แพงขึ้นได้บีบให้มือถือราคาประหยัด (Budget models) ไม่สามารถทำกำไรได้ ผู้ผลิตจึงต้องหันไปเน้นขายรุ่นเรือธงแทน นอกจากนี้ บริษัทที่ต้องเช่าหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ก็ต้องแบกรับงบลงทุน (CapEx) ที่บานปลายขึ้นเรื่อยๆ

📊 ผลกระทบต่อหุ้นและบริษัทที่เกี่ยวข้อง

  • Samsung Electronics (KRX: 005930): ได้รับผลบวกโดยตรงในฐานะผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งรายได้ DRAM สูงสุด 38% และยังชิงความได้เปรียบในการเป็นผู้นำเทคโนโลยี HBM4 สำหรับยุคถัดไป
  • SK Hynix (KRX: 000660): รายได้เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 40% จากไตรมาสก่อนหน้าและทำกำไรได้มหาศาลจากความต้องการชิปหน่วยความจำ แม้จะต้องเร่งปรับตัวในการเปลี่ยนผ่านจาก HBM3E ไปสู่ HBM4
  • VanEck Semiconductor ETF (ETF: SMH): ได้รับอานิสงส์เชิงบวกในภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ จากวัฏจักรขาขึ้นของราคาหน่วยความจำและสัญญาซื้อขายระยะยาวที่จะหนุนรายได้ผู้ผลิตชิปไปจนถึงปี 2028

ตัวเลขในตารางเทียบช่วง 1 ปีตามรายงานที่เทียบกับปีก่อน แต่ราคาระยะสั้นไม่ได้เดินตามทิศเดียวกัน นับจากราคาปิดวันที่ 6 ต.ค. ถึงราคาล่าสุด Samsung ลง 30.6%, SK Hynix ลง 36.2% และ SMH ลง 29.2%

👨‍💻 มุมมองของโปรแกรมเมอร์

ในวันที่ RAM กลายเป็นทรัพยากรที่แพงและหายาก ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝ่ายจัดซื้อฮาร์ดแวร์ แต่ส่งผลมาถึงวิธีคิดและการออกแบบระบบของนักพัฒนาโดยตรง:

  • Memory Optimization กลับมาเป็นเรื่องคอขาดบาดบาดตาย: ยุคที่คิดว่า "RAM ราคาถูก เขียนโค้ดไปเถอะเดี๋ยวค่อยอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์เอา" ได้จบลงแล้ว การจัดการ Memory Leak, การลด Memory Footprint ของแอปพลิเคชัน หรือการเลือกใช้ภาษาโปรแกรมและรันไทม์ที่ประหยัดหน่วยความจำ (เช่น Rust หรือ Go แทนที่จะเป็นเฟรมเวิร์กที่กิน RAM มหาศาล) จะช่วยลดต้นทุน Cloud และ On-premise ของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การพัฒนาแอปบน Client ต้องคำนึงถึงเครื่องสเปกต่ำมากขึ้น: เมื่อราคา RAM แพงขึ้น ผู้ใช้ทั่วไปและองค์กรจะชะลอการอัปเกรดเครื่อง และผู้ผลิต OS อย่าง Microsoft เองก็ต้องเร่งปรับปรุงให้ Windows 11 ทำงานได้ดีขึ้นบนเครื่องที่มี RAM เพียง 8GB นักพัฒนาทั้งเว็บและแอปพลิเคชันจึงต้องระวังไม่ให้โปรแกรมของตัวเองกิน RAM เครื่องลูกค้ามากเกินไป
  • สถาปัตยกรรม Agentic AI ต้องแลกมาด้วยต้นทุนระบบที่สูงขึ้น: ข่าวนี้ชี้ให้เห็นว่า Agentic AI ดันความต้องการ DDR และ LPDDR พุ่งขึ้น 400-500% เพราะการทำงานแบบ Agent ต้องเก็บ Context และสถานะการทำงานจำนวนมากไว้ในหน่วยความจำหลัก นักพัฒนา AI จึงต้องออกแบบการทำ Caching, Quantization และการจัดการ Context Window ให้คุ้มค่าที่สุด

💡 บทสรุป

ตัวเลขการเติบโต 369% ของตลาด DRAM ไม่ได้มาจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นมากมาย แต่มาจากวิกฤตขาดแคลนและอำนาจการตั้งราคาที่เกิดจากความต้องการด้าน AI ล้วนๆ ตราบใดที่โรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ยังไม่พร้อมเดินเครื่องจนถึงปี 2028 ผู้ผลิตหน่วยความจำอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron จะยังคงกอบโกยกำไรระดับประวัติการณ์ต่อไป ในขณะที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ใช้ทั่วไปต้องปรับตัวรับมือกับยุคที่หน่วยความจำมีราคาแพง

สรุปข่าวนี้แบบคลิปสั้น & พูดคุยต่อ

ดูสรุปใน 30 วินาที หรือมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันในโพสต์ของเรา

ดูบน YouTubeคุยต่อในโพสต์ Facebook
อ้างอิงข้อมูลต้นทาง: GSMArena , The Register

ติดตามบทวิเคราะห์แบบกระชับบน Facebook และ YouTube

อัปเดตมุมมอง Tech + การเงิน ทุกสัปดาห์ ไม่พลาดประเด็นสำคัญ